READING

เดินเท้าสู่ลมหายใจของเทพเจ้า...

เดินเท้าสู่ลมหายใจของเทพเจ้า

เวลาตีสาม ณ หมู่บ้านเซโมโลลาวัง (Cemoro Lawang) เกาะชวาตะวันออก ประเทศอินโดนีเซีย ชาวบ้านเจ้าของพื้นที่ส่วนใหญ่ยังคงหลับใหล แต่นักท่องเที่ยวบางกลุ่มที่ไม่ได้จองรถจี๊ปหรือซื้อทัวร์เอาไว้ กำลังทยอยเดินเท้าฝ่าความมืดมิดและอากาศหนาวเย็นออกจากตัวหมู่บ้านไปยังจุดชมวิวเซรูนิ (Seruni Viewpoint) โดยมีเป้าหมายเดียวกันคือเพื่อสัมผัสความตรึงตราตรึงใจของภูเขาไฟโบรโม่ เคล้าแสงแรกของวันที่ทอประกายเป็นฉากหลัง

Bromo_06

ฉันกระชับไฟฉายขนาดเล็กในมือและเร่งฝีเท้าตามหนุ่มสาวชาวตะวันตกกลุ่มใหญ่ข้างหน้าให้ทัน แม้ไม่เคยรู้จักพูดคุยกันมาก่อน แต่ฉันก็ขอเดินเกาะกลุ่มไปด้วยแบบเนียนๆ เพราะหากทิ้งห่างจากนักเดินทางคนอื่นจนลับสายตา การเดินคนเดียวในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยแบบนี้คงไม่ใช่เรื่องสนุกนัก กลัวทั้งผี กลัวทั้งโจร ยิ่งพอพ้นเขตหมู่บ้านไปแล้ว ข้างทางก็มีแต่ป่าธรรมชาติสลับไปกับไร่พืชผักเป็นบางช่วง ดูไม่น่าจะขอความช่วยเหลือใดๆ จากใครได้ในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉิน

Bromo_07

ระหว่างที่เดินจ้ำไปตามทางพื้นดินขรุขระ ผิวหนังที่ซ่อนอยู่ภายใต้เสื้อหนาถึงสามชั้น ก็เริ่มผลิตเหงื่อออกมาจนท่วมตัว ฉันเก็บเสื้อกันหนาวสองตัวนอกเข้าเป้ เหลือไว้แต่เสื้อแขนยาวบางๆ และคิดในใจว่าไม่น่าหอบเสื้อหนาๆ มาให้เกะกะเลย เวลาผ่านไปราวหนึ่งชั่วโมง พวกเราก็เดินมาถึงจุดชมวิวและแยกย้ายกันไปจับจองมุมสำหรับถ่ายภาพ ซึ่งตามพยากรณ์อากาศบอกไว้ว่าพระอาทิตย์จะขึ้นประมาณตีห้า

ฉันหยิบนมกล่องเล็กและเวเฟอร์เคลือบช็อกโกแลตสัญชาติอิเหนาออกมานั่งกินรอเวลา พอไม่ได้ขยับตัวความหนาวเหน็บก็เริ่มกลับมาคุกคาม เสื้อกันหนาวอีกสองตัวจึงกลับมามีประโยชน์อีกครั้ง แต่มนุษย์ขี้หนาวอย่างฉันก็ยังนั่งไม่ติดพื้นอยู่ดี จึงวางเป้จองที่นั่งไว้แล้วถือไฟฉายไปเดินสำรวจรอบๆ หวังว่าการขยับตัวจะช่วยคลายหนาวได้บ้าง และก็พบสิ่งที่ทำให้ต้องอึ้งคือมีคนเอาถุงนอนขึ้นมานอนบนจุดชมวิวตั้งแต่เมื่อคืนด้วย โอ้โห พลังของคนทุ่มเท! สักพักพวกเขา 4-5 คน ก็ทยอยลุกขึ้นมาก่อกองไฟ ต้มน้ำร้อนชงเครื่องดื่ม และแบ่งปันไออุ่นจากกองไฟให้แก่นักเดินทางคนอื่นๆ ที่มารวมตัวกันอยู่ในสถานที่แห่งนี้เพื่อเฝ้ารอยลโฉมภูเขาไฟโบรโม่

ยิ่งใกล้เวลานัดหมายระหว่างนักเดินทางกับธรรมชาติผู้คนก็ยิ่งหนาตา แต่ความแออัดพลุกพล่านยังถือว่าน้อยกว่าจุดชมวิวยอดเขาพีนาจากัน (Ganung Penajagan) ที่อยู่สูงขึ้นไป เพราะบริเวณนั้นเป็นจุดที่ทัวร์และคนขับรถจี๊ปส่วนใหญ่มักขับพานักท่องเที่ยวไปพิชิต

Bromo_02

ไม่นานเกินรอจิตรกรเอกอย่างพระอาทิตย์ ก็เริ่มจรดพู่กันแต่งแต้มสีสันให้ลงท้องฟ้าซึ่งเป็นเสมือนผ้าใบผืนมหึมา มนุษย์ตัวเล็กๆ อย่างเราต่างพากันหยิบกล้องขึ้นมารัวชัตเตอร์โดยพร้อมเพรียง ภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าของฉันคือทะเลหมอกสีขาวราวปุยนุ่นที่ปกคลุมไปทั่วบริเวณ เมื่อพระอาทิตย์ทำงานหนักขึ้น สายหมอกอ่อนโยนก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวออกเผยให้เห็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่ถูกหมอกขาวปกคลุมอยู่ในทีแรก

Bromo_01

ฉันไล่สายตาดื่มด่ำกับเสน่ห์ตรึงตราตรึงใจที่ธรรมชาติช่างสรรค์สร้าง จนมาหยุดอยู่ที่ภูเขาไฟโบรโม่และผองเพื่อน ควันหนาทึบบรรจงเคลื่อนตัวจากปากปล่องอย่างเชื่องช้า องค์ประกอบที่พอดิบพอดีของภูเขาสามลูก สวยละเมียดราวกับมีมือของพระเจ้ามาจับวาง ทำให้ฉันไม่อาจละสายตาจากภาพนั้นไปได้เลย คำว่า ‘สวรรค์บนดิน’ คงไม่เกินไปนักสำหรับการให้เกียรติแก่โบรโม่ ภูเขาไฟศักดิ์สิทธิ์ที่ ‘ชาวตังเกอร์’ ชนกลุ่มน้อยของอินโดนีเซีย ซึ่งตั้งรกรากอยู่บริเวณรอบๆ ภูเขาไฟแห่งนี้เชื่อว่าเป็นตัวแทนของเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่อย่างพระพรหม (Bromo ในภาษาอินโดนีเซีย แปลว่า พรหม)

กิจกรรมหลักในการมาชมภูเขาไฟโบรโม่จะแบ่งออกเป็นสองส่วน คือการมาชมวิวยามพระอาทิตย์ขึ้นและการเดินขึ้นไปยังปากปล่องเพื่อสัมผัสควันที่พวยพุ่ง หรือที่ชาวบ้านเชื่อกันว่าเป็น ‘ลมหายใจของเทพเจ้า’ อย่างใกล้ชิด สำหรับคนที่เช่ารถจี๊ปพร้อมคนขับหลังจากเพลิดเพลินกับจุดชมวิวเรียบร้อยแล้ว รถก็จะพาไปส่งที่ลานกว้างใกล้ทางขึ้นปากปล่องภูเขาไฟ ถ้าใครอยากถนอมแรงขาไว้ปีนขึ้นบันได หรืออยากถ่ายรูปบนหลังม้าแบบสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ก็สามารถเรียกใช้บริการม้าที่มีอยู่มากมายในบริเวณนั้นได้

Bromo_12

แต่เนื่องจากไม่ได้เช่ารถใดๆ ทั้งสิ้น ฉันจึงต้องเดินย้อนกลับไปตั้งต้นที่หมู่บ้านก่อน แม้จะเป็นเส้นทางเดิมแต่ความรู้สึกก็ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง เวลานี้ฉันสามารถมองเห็นสรรพสิ่งรอบตัวได้อย่างเต็มตา ไม่มีอะไรที่ถูกความมืดมิดปกคลุมอยู่เหมือนตอนขามาอีกแล้ว ฉันเดินไปถ่ายรูปไปด้วยความเพลิดเพลิน กว่าจะรู้ตัวอีกทีเวลาก็ล่วงเลยไปพอสมควร ทำให้แทบไม่เหลือนักท่องเที่ยวอยู่ที่หมู่บ้านเลย เพราะทุกคนเดินทางไปถึงปากปล่องภูเขาไฟกันหมดแล้ว

Bromo_11

ทางสำหรับเดินเท้าไปยังปากปล่องภูเขาไฟ อยู่ใกล้กับโรงแรมเซมาราอินดะห์ (Cemara Indah Hotel) ซึ่งเป็นจุดเฝ้ามองภูเขาไฟโบรโม่ที่ใกล้และชัดที่สุดจุดหนึ่งของหมู่บ้าน ฉันเดินไปตามทางลาดลงแคบๆ ที่เต็มไปด้วยดินโคลนชื้นแฉะเพียงลำพัง พลางสงสัยว่านี่มันใช่ทางที่ถูกต้องจริงๆ เหรอ เราไม่ได้กำลังจะฆ่าตัวตายทางอ้อมใช่ไหม สงสัยอยู่ไม่นานก็มีชายร่างเล็กผิวคล้ำคนหนึ่งจูงม้าแซงหน้าไป และเมื่อก้มมองพื้นก็พบว่ามีรอยกีบม้าประทับอยู่ทั่ว จึงคาดเดาว่าตรงนี้น่าจะเป็นทางเดินสำหรับม้าแหละมั้ง ช่วงแรกที่ยังเป็นทางลาดลง สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้เขียวครึ้ม มีแดดอ่อนลอดผ่านรำไร ฉันเดินไปฮัมเพลงไปอย่างอารมณ์ดี กลิ่นดินชื้นๆ และอากาศเย็นสบายตัวแบบนี้ ช่างเป็นความรื่นรมย์ยามเช้าที่น่าประทับใจทีเดียว

ความตื่นเต้นที่จะได้เห็นปากปล่องภูเขาไฟครั้งแรกในชีวิตปะทุอยู่ข้างใน ทำให้ฉันยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับตัวเองเหมือนคนเสียสติ ทว่าทันทีที่สิ้นสุดทางลาดลง ความเสียวสันหลังวาบก็คืบคลานเข้ามาแทนที่ ฉันมองไม่เห็นอะไรข้างหน้าเลย รอบตัวมีแต่หมอกหนาทึบสีขาวขุ่น ไร้วี่แววของสิ่งมีชีวิตอื่นไม่ว่าจะคนหรือสัตว์ จนรู้สึกเหมือนหลุดมาอยู่อีกมิติหนึ่งของโลก จากที่ตั้งใจไว้ว่าจะมองภูเขาไฟโบรโม่จากที่ไกลๆ แล้วเดินตามทิศนั้นไปเรื่อยๆ ฉันจึงต้องเปลี่ยนแผนมาก้มมองพื้นทรายจากเถ้าภูเขาไฟ เพื่อมองหารอยเท้าที่ชัดเจนพอจะเดินตามได้ แม้จะไม่มั่นใจเท่าไรนักว่ามันคือทางที่ถูกต้อง แต่นี่ก็เป็นทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่ในเวลานี้

หลังจากคลำทางฝ่าหมอกหนาอยู่คนเดียวราวครึ่งชั่วโมง ฉันจึงเริ่มได้ยินเสียงรถยนต์ พร้อมทั้งมองเห็นท้ายรถจี๊ปสีสดจอดอยู่ลิบๆ ความรู้สึกรอดตายเอ่อล้นขึ้นมาทันที! ฉันรีบสาวเท้าเข้าไปหาฝูงชน และได้พบว่านักท่องเที่ยวส่วนใหญ่กำลังทยอยลงมาจากปากปล่องเพื่อนั่งรถกลับกันแล้ว แต่ช่างมันฉันไม่แคร์ คนเหลือน้อยสิดีไม่ต้องเบียดเสียดกับใคร

Bromo_03

ยิ่งได้เข้ามามองใกล้ๆ กลุ่มควันหนาทึบสีขาวที่พวยพุ่งออกจากปากปล่องของภูเขาไฟโบรโม่ ก็ยิ่งดูมีเสน่ห์ชวนหลงใหล จึงไม่แปลกใจที่ผู้คนนับแสนจะพากันหลั่งไหลมาเยือนดินแดนแห่งนี้อย่างไม่ขาดสายตลอดทั้งปี จากจุดที่รถจี๊ปจอดนักเดินทางจะต้องเดินเท้าฝ่าทะเลทรายเถ้าภูเขาไฟที่ตลบอบอวลฟุ้งกระจาย หากใครไม่อยากสูดฝุ่นเข้าจมูกมากเกินไปควรพกหน้ากากอนามัยด้วย หรือจะซื้อจากพ่อค้าเร่ที่หาบขายในหมู่บ้านก็ได้ แต่พ่อค้าเหล่านั้นมักเรียกราคาเกินจริงไปมากโข

Bromo_04

เดินมาได้สัก 20 นาที ฉันก็มาถึงเชิงเขาซึ่งมีบันไดสูงชัน 250 ขั้นให้เดินขึ้นไปยังปากปล่องภูเขาไฟ บริเวณนั้นมีจุดวางเครื่องสักการะบูชาเทพเจ้าตามความเชื่อของศาสนาฮินดูตั้งอยู่ด้วย ชาวบ้านที่นับถือศาสนาฮินดูถือว่าเป็นประชากรส่วนน้อยมากของประเทศอินโดนีเซีย มีแค่ชาวชวาตะวันออกบางส่วนกับคนบนเกาะบาหลีเท่านั้น ส่วนที่เหลือประมาณ 85% นับถือศาสนาอิสลาม และประมาณ 12% นับถือศาสนาคริสต์ แต่ถึงแม้ผู้ที่นับถือศาสนาฮินดูจะมีจำนวนไม่มาก ก็ไม่ได้หมายความว่าความศรัทธาของพวกเขาจะน้อยลงตามไปด้วย ชาวฮินดูในอินโดนีเซียยังคงมีศรัทธาผูกพันกับศาสนาอย่างเหนียวแน่น และมีพิธีกรรมทางศาสนาแทรกซึมอยู่ในชีวิตประจำวันเป็นเรื่องปกติ นั่นก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ดึงดูดใจให้นักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศเดินทางมาสัมผัสวัฒนธรรมดั้งเดิมของพวกเขาเหล่านี้

Bromo_10

Bromo_05

เมื่อไต่ระดับขึ้นไปจนถึงบันไดขั้นสุดท้าย ฉันก็พบการบูชาเทพเจ้าอีกรูปแบบหนึ่ง ด้วยวิธีโยนช่อดอกไม้ พืชพรรณ หรือสัตว์เลี้ยงลงไปในปากปล่องภูเขาไฟ โดยด้านล่างจะมีคนนำผ้าใบผืนใหญ่ไปขึงไว้เพื่อรอเก็บสิ่งของเหล่านั้น ซึ่งชาวฮินดูส่วนใหญ่ไม่ถือสาอะไรนักเพราะถือว่าเป็นการทำทานแก่คนยากไร้

Bromo_09

ฉันเดินถ่ายรูปมุมต่างๆ รอบปากปล่องภูเขาไฟ และนั่งพักชมวิวทิวทัศน์จากมุมสูงอยู่พักใหญ่ ให้คุ้มค่ากับความอุตสาหะที่ดั้นด้นเดินเท้ามาแสนไกล จนกระทั่งแดดสายเริ่มระบายไอร้อนจัดขึ้นเรื่อยๆ จึงยอมแพ้และเดินกลับลงไปด้านล่าง ถึงตอนนี้ความปวดเข่าปวดน่องจากการตื่นมาเดินตั้งแต่ตีสาม เริ่มทำพิษและเรียกร้องการพักผ่อน

Bromo_13

ก่อนจะเดินกลับไปยังหมู่บ้านทางเดิม ฉันเลยนั่งพักกินบะก์โซมาลัง (Bakso Malang) ที่มีชายหนุ่มขับรถพ่วงมาบริการถึงที่ ในชามประกอบไปด้วยเส้นแข็งๆ เหมือนยังไม่ผ่านการลวก เต้าหู้รสชาติออกเปรี้ยว แผ่นเกี๊ยวทอด และลูกชิ้นที่มีส่วนผสมของแป้งราว 90% เป็นอย่างน้อย รสชาติไม่ถูกปากเท่าไรนัก จะดีก็ตรงที่มีน้ำซุปอุ่นๆ หวานหอมช่วยเรียกความสดชื่นได้บ้าง

ขากลับฉันมีเพื่อนร่วมทางเป็นชาวบ้านผู้ชายคนหนึ่ง เดาน่าจะเป็นคนเก็บของป่าหรือไม่ก็เกษตรกร เพราะเขาแบกพืชผักเต็มตะกร้าไว้บนหลัง ทำให้ได้รู้ว่านอกจากม้าที่สัญจรผ่านทางนี้เป็นหลักแล้ว ชาวบ้านทั่วไปก็ใช้เส้นทางลัดนี้ด้วยเช่นกัน กว่าฉันจะกลับถึงที่พักก็ปาเข้าไปเกือบสิบเอ็ดโมง หมดเวลาสำหรับการหารถกลับเข้าเมืองโปรโบลิงโก (Probolinggo) แล้ว เนื่องจากรถโดยสารคันเล็กๆ สีเขียวที่เรียกว่าเบโม่ จะวิ่งส่งผู้โดยไปยังเมืองดังกล่าวในช่วงเวลาประมาณ 8-9 โมงเช้า ฉันเลยต้องค้างที่หมู่บ้านเซโมโลลาวังต่ออีกหนึ่งคืน

หลังจากอาบน้ำขจัดคราบเหงื่อไคลและเถ้าภูเขาไฟเรียบร้อย ฉันก็พบว่าเรี่ยวแรงของตัวเองเหลืออยู่ในระดับต่ำมาก จากที่ตั้งใจจะออกไปเดินสำรวจรอบหมู่บ้าน จึงเปลี่ยนแผนมาเป็นการนอนกลางวันพักเอาแรงแทน ฉันฟื้นขึ้นมาอีกรอบเกือบสี่โมงเย็นพร้อมกับความปวดเมื่อยไปทั้งตัว ถึงกระนั้นก็ยังไม่วายขอออกไปเดินเล่นซึมซับบรรยากาศยามเย็นเป็นการส่งท้าย ห้วงเวลานี้ฉันปลดปล่อยความคิดให้เป็นอิสระ ด้วยการทอดสายตาไปยังภูเขาที่โอบล้อมอยู่รอบทิศ และปล่อยให้สองเท้าก้าวเพลินๆ อย่างไร้จุดหมาย จนรู้ตัวอีกทีพระอาทิตย์ก็ลาลับขอบฟ้าไปแล้ว

ไม่รู้ว่าความ ‘กล้า’ หรือ ‘บ้า’ กันแน่ ที่ทำให้ฉันโผล่มาในสถานที่แบบนี้เพียงลำพัง โดยไม่ซื้อทัวร์ ไม่เช่ารถ ไม่แม้แต่จะจองที่พักมาก่อนล่วงหน้า แค่คิดว่าอยากมาเท่านั้น ฉันก็หาข้อมูลแบบหลวมๆ ซื้อตั๋วเครื่องบิน แล้วออกเดินทางทันที จากที่คิดว่าจะมาพักผ่อนกลับกลายเป็นว่าเหนื่อยกว่านั่งทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เสียอีก แต่นานๆ ทีได้ปล่อยชีวิตไปตามยถากรรมแบบนี้บ้างก็เร้าให้หัวใจสูบฉีดดีไม่น้อย …ความไม่สมบูรณ์แบบของการเดินทางยังคงมีเสน่ห์ดึงดูดใจเราเสมอ

Bromo_08

 

ข้อมูลการเดินทาง

ทริปนี้เราใช้บริการแอร์เอเชีย โดยจองผ่าน Traveloka ค่ะ ข้อดีคือปกติเวลาอยากได้ตั๋วถูกเราต้องจองล่วงหน้าค่อนข้างนานพอสมควร แต่ด้วยงานที่ทำอยู่มีกำหนดเวลาไม่ค่อยแน่นอน จองล่วงหน้านานๆ ทีไรพอใกล้วันเดินทางดันไม่ว่างทุกที ถือเป็นความซวยอย่างยิ่ง หลังๆ เลยหันมาใช้บริการ Traveloka แทน เพราะเขามีโปรโมชั่นลดราคาตั๋วเครื่องบินบ่อยมากและบางทีมีช่วงใกล้ๆ วันเดินทางด้วย ทางไปจองตามนี้เลยค่า แอร์เอเชีย

หลังจากลงเครื่องบินที่สุราบายาแล้ว ถ้าใครจ้างทัวร์ท้องถิ่น ส่วนใหญ่เขาก็จะขับรถมารับเราถึงที่เลยค่ะ แต่ถ้าใครเดินทางเองแบบเราก็ตามนี้เลยค่า

  • Step 1 ขึ้นรถบัส Perum Damri ไปลงที่ท่ารถ Bungurasih / Purabaya ราคา 25,000 รูเปีย
  • Step 2 ต่อรถบัสไปเมืองโปรโบลิงโก (Probolinggo) ราคา 30,000 รูเปีย
  • Step 3 ต่อรถบัสไซส์มินิ (Bemo) ไปลงที่หมู่บ้านเซโมโรลาวัง (Cemoro Lawang) ราคา 35,000 รูเปีย

ใช้เวลาเดินทางรวมๆ แล้วประมาณสี่ชั่วโมง ถ้าไม่ได้จองที่พักมาล่วงหน้า แนะนำว่าให้เดินทางช่วงเช้า จะได้มั่นใจว่ามีรถแน่นอน และไปถึงหมู่บ้านตอนบ่ายๆ ยังพอมีเวลาเดินหาที่พัก

ราคาค่ารถอ้างอิงจาก เดือนมิถุนายน – กรกฎาคม 2015 นะคะ

ตอนนี้อาจจะปรับขึ้นเล็กน้อยแล้ว ล่าสุดเพื่อนเราไปบอกว่าค่ารถ Bemo 40,000 รูเปียค่ะ

 

pondjaa

ปัจจุบันเป็นนักเขียนอิสระและรับสัมภาษณ์บุคคล หลงใหลการอ่านหนังสือ ชอบท่องเที่ยวแนวธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม สนใจเรื่องอาหารการกินเป็นพิเศษ สนุกกับการดูซีรี่ย์และทดลองสูตรอาหารใหม่ๆ เมื่อมีเวลาว่าง

Comments

comments


RELATED POST